ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์
เหยิมเหยิม คือช้า ๆ อย่างรื่นรมย์ คำหลังนี้ฉันใส่ไปเอง คล้ายเป็นสโลแกนของสวนแห่งนี้ “อยู่เหยิมเหยิมช้าช้าอย่างรื่นรมย์”
เหยิมเหยิมเป็นคำเมือง ภาษาเมือง ของล้านนาเชียงใหม่ (เชียงใหม่หรือเมืองล้านนามีภาษาของตัวเอง) เดี๋ยวนี้เขาก็ยังใช้กันอยู่
ฉันมาอยู่ที่นี่ สิบแปดปีที่นี่เหมาะสมกับฉัน ที่ไหนเหมาะสมกับใคร ตัวเองเท่านั้นที่จะรู้ได้ แรกฉันคิดว่า ที่นี่เหมาะสมกับฉันเพราะมีคนรัก มีครอบครัว อยู่ที่นี่เพราะมีเขาซึ่งความจริงแล้ว เมื่อไม่มีเขาฉันก็พบว่าที่นี่ยังเหมาะสมกับฉันอยู่ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ดีที่สุดแต่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้
ที่นี่เป็นเมืองช้า ๆ ชีวิตช้า ๆ กว่าเมืองหลวง และฉันทำให้มันช้าลงไปอีกเท่าที่จะช้าได้ ตามชื่อสวนแห่งใหม่ “เหยิมเหยิมการ์เด้น”
สวนเหยิมเหยิมเแหล่งพักพิงใหม่ที่เลือก อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ยี่สิบห้ากิโลเมตร ในอำเภอสันป่าตอง
ถูกถามว่าทำไมเลือกที่นี่
เขาถามอย่างนี้เพราะอยู่หลังป่าช้า
ป่าช้าทำให้พื้นที่สีเขียวเหลืออยู่นำความร่มรื่นและอากาศดี ๆ ให้เมือง ถือเป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์เป็นศูนย์รวมของความรักความอาลัยและการให้อภัย เป็น“ดินแดนแห่งความรักและการให้อภัยชั่วนิรันดร์” ส่วนเรื่องความเศร้านั่นเป็นธรรมดาโลกที่ไหนก็มีทั้งนั้น ฉันเชื่อเช่นนี้
และอีกอย่างที่เลือกที่นี่เพราะเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดจากสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีพื้นที่นาผืนใหญ่ที่มองได้สุดลูกตา แม้ไม่ใช่ของเราก็ชื่นชมได้ แค่ชื่นชมก็พอแล้ว และอาจจะเป็นเพราะว่าฉันสืบเชื่อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวนา ฉันจึงใฝ่ฝันที่จะอยู่ใกล้ ๆ ทุ่งนาและได้มาอยู่ใกล้ทุ่งนาจริง ๆ ตอนนี้
เมื่อวัยเยาว์ เคยได้ไปที่ทุ่งนาอยู่บ้าง แม่จะไปทำนากับป้าและน้า นาน ๆ ครั้งเด็ก ถึงได้ไปที่ทุ่งนา และนาน ๆ ครั้งได้ลงไปเหยียบดินนุ่มในนาข้าวที่มีน้ำขังอยู่ ครั้งที่ตื่นเต้นสุด ๆ เมื่อพบแมงดาเกาะอยู่และมีไข่ด้วย เรียกหาพี่เสียงดังลั่นทุ่ง
ฉันจำได้ถึงความสุข เสียงหัวเราะ ไม่มีความทุกข์ในเรื่องราวของนาข้าวให้ฉันจดจำเลย
พี่ชายจะชำนาญการทำปี่จากซังข้าวและมีเรื่องเล่าสนุก ๆ
เรื่องเล่าหนึ่งที่เล่าอยู่เสมอและพวกเราก็หัวเราะกันทุกครั้ง เรื่องราชาหัวเป็นสังคัง เรื่องมีอยู่ว่า ช่างตัดผมต้องไปตัดผมให้ราชา และราชาจะถามช่างตัดผมทุกครั้งว่า หัวข้าเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยความกลัวคนตัดผมจะตอบว่า สะอาดเรียบร้อยดีครับ ผมของท่านก็ดำเป็นเงางามยิ่งยัก ช่างตัดผมไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้าบอกใคร ได้แต่เก็บแน่นอยู่ในอก แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปที่ทุ่งนาขุดหลุมใหญ่และเอาหน้าลงไปที่ปากหลุมพร้อมตะโกนใส่หลุมว่า ปี๊บ ปี๊บ ...หัวราชาเป็นสังคัง เป็นสังคัง ปี๊บ ปี๊บ...เมื่อชาวนาไปปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเด็ก ๆ เอาซังข้าวมาทำปี จึงมีเสียงดัง ปี๊บปี๊บสังคัง ปีบปี๊บปี๊บสังคัง ...
เรื่องเล่าเกี่ยวกับทุ่งนาในวัยเยาว์ของฉัน
จนผ่านเลยแม่ต้องขายนา คำพูดขำ ๆ ว่า ขายนาส่งควายเรียน หรือเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจจะเป็นได้ว่า เป็นแรงดึงดูดให้ฉันกลับมาอยู่ทุ่งนา นั่งมองนาข้าวผืนใหญ่อีกครั้ง ยามเช้าที่ตื่นขึ้นมาได้กลิ่นข้าวหอมชื่นใจ ช่วงนี้ลมหนาวมาพร้อมกับข้าวออกรวงเหลืองงามยิ่งนัก
ฉันไม่ได้ซื้อผืนดินแห่งนี้ แต่คิดว่าเมื่อเป็นเจ้าของถาวรไม่ได้เราก็เป็นเจ้าของชั่วคราวได้ จึงชวนเพื่อนมาเช่าที่แต่ไม่ได้เลือกทุ่งนา เลือกเอาพื้นที่สวนผสม ที่อยู่ใกล้ชิดทุ่งนา จำนวนประมาณสามไร่ และเรียกพื้นที่นี่ว่า เหยิมเหยิมการ์เด้น ชวนเพื่อนมาร่วมหุ้นอีกรวมห้าคนเพื่อจะได้อยู่ด้วยกัน และตอนนี้เพิ่มอีกสามคนเป็นแปดคนเพราะเพิ่มพื้นที่สวนกุหลาบอีกประมาณหนึ่งไร่ เพียงแค่นี้ชีวิตก็รื่นรมย์ได้อีกครั้งหลังพายุหนักในชีวิตผ่านไป
สำรวจดูแล้วมีของกินพอที่จะมีชีวิตอยู่ในสวนได้ มีมะพร้าวซึ่งให้ลูกแล้วและพร้อมที่จะให้ลูก ขนุนให้ลูกแล้วสองต้น มะยมสองต้น ผักเงือดต้นใหญ่แตกยอดสวย ชะอม แค ผักเชียงดา ผักบุ้งมีทุกร่องน้ำ ตะไคร้ ข่า ขมิ้น พริกขี้หนู มะละกอ ไผ่ และกล้วยจำนวนมาก นี่เป็นส่วนที่มีอยู่แล้ว ฉันคิดว่าดูแลรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วและปลูกเพิ่มบ้างพอเพลิน ๆ เท่านั้น เอาปลามาเลี้ยงในสระข้างบ้านเผื่อว่าอดอยากไม่มีอะไรกินก็ได้อาศัยเป็นอาหาร
พื้นที่ส่วนหนึ่งจะทำเป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับเพื่อน ๆ หรือผู้ที่สนใจในแนวทางเดียวกัน มาใช้สำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ อีกส่วนหนึ่งจะทำเป็นที่พักนักเดินทาง และเป็นที่พักของเพื่อน ๆ หุ้นส่วนในสวนเหยิมเหยิม
เริ่มเหยิมเหยิมด้วยการ ทำโรงเก็บของให้เป็นที่พักและเป็นห้องสมุดสำหรับนักอ่านนักเขียนและนักเรียน แน่ล่ะ นักเขียนก็ต้องทำอะไรไปแบบนี้แหละ จัดโต๊ะเขียนหนังสือ ผูกเปลนอนอ่าน จัดมุมชมวิวทุ่งนานั่งดื่ม และอ่านเขียน ที่พิเศษอีกอย่างคือทำครัว ห้องครัวต้องอยู่ด้านนอกทำกินไปคุยไป
ในสัญญาเช่าสิบปีนั้นเจ้าของระบุไว้ข้อหนึ่งว่า ห้ามทำพื้นที่สกปรกและนำสารเคมีเข้ามาในสวนโดยเด็ดขาด และนี้ถือว่าเป็นข้อดีที่น่าพึงพอใจมาก
ชีวิตไม่ยากแต่ไม่ได้ง่ายงามนัก เพราะกว่าจะจัดการกับห้องเก็บของ เอาขยะออกไปจากห้องนี้ได้และโดยรอบได้ก็หนักหนาแล้ว ที่นี่เคยเป็นที่เพาะพันธ์ต้นไม้มีใครสักคนหนึ่งบอกฉันว่า เคยมีหน่วยงานหนึ่งมาขอใช้พื้นที่ตรงนี้ และทำการเพาะต้นไม้ ถ้าจะจริงเพราะขุดลงไปเจอแต่ถุงพลาสติกทั้งนั้น ขบวนการเก็บถุงรวมทั้งถาดเพาะที่ถูกทิ้งไว้ รวมทั้งขวดแตกเศษกระจกกระเบื้อง วัสดุต่าง ๆ เก็บกันยาวนานถึงสามวัน เมื่อเคลียร์จนหมดฉันก็บอกตัวเองว่า จะไม่ยอมให้มีของเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี่อีก
วันหนึ่งคุยกับเพื่อนว่า ถ้าฉันบอกเพื่อน ๆ และใคร ๆ ที่มาที่นี่ว่า ถ้าเอาขยะมาเท่าไหร่เอากลับไปเท่านั้น เธอคิดว่า คนจะไม่มาที่นี่น้อยลงไหม
เขาตอบว่า “ถึงเธอจะให้ฉันเอาขยะที่ฉันเอามากลับไปฉันก็ยังมาที่นี่อยู่ดี แต่มันอาจะไม่สะดวกฉันนัก แต่ก็ไม่เป็นไร”
“งั้นก็ทำตอนนี้เลยนะ เริ่มจากเธอเลย เอาขยะมาเท่าไหร่เก็บกลับไปเท่านั้น”
แล้วเขาก็ยอมเอาขยะกลับไปจริง ๆ และบอกต่อเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งต่างก็ยอมรับ มีบางคนเท่านั้นที่ลังเล
“เอาขยะที่ไม่ย่อยสลายกลับไป ส่วนขยะที่ย่อยสลายได้ทางสวนจะรับผิดชอบเอาไปทำปุ๋ยหรือทิ้งใต้ต้นไม้ต่อไป”
การต้องรับผิดชอบขยะช่วยให้ขยะลดลง เพราะใครจะเอาขยะมาก็ต้องคิดถึงตอนเอากลับไปด้วย ฉันรู้สึกว่าพวกเขาเอาขยะมาน้อยลง บางคนเอาอาหารใส่กล่องมาแทนใส่ถุง บางคนใส่ปิ่นโตหิ้วมา สำหรับคนที่เอากล่องเอาปินโตมาบริการล้างให้ด้วยเลยค่ะหรือจะล้างเองก็มีครัวอยู่หน้าบ้านไปล้างได้เลย
ก็เพราะชีวิตเหยิมเหยิมไม่รีบเร่ง อยู่แบบช้า ๆ อย่างรื่นรมย์ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและอยู่ใกล้ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์
นี่คือเหยิมเหยิมการ์เด้น