Jiro style งานช่างไม้ เหล็ก หนัง แฮนด์เมด

09/07/2023

เบิกบานในชั่วขณะที่ไม่มีอะไร

ถ้าเธอสามารถที่จะหาเวลาเพื่อนั่งลง นั่งที่ไหนก็ได้ ขอให้เธออยู่ตรงนั้น เบิกบานโดยไม่ต้องทำอะไร แค่เบิกบานกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ไม่อนุญาตให้ตัวเธอถูกพัดพาไปกับความคิด ความกังวล หรือโครงการต่างๆ เพียงแค่นั่งตรงนั้นและเบิกบาน ไม่ต้องทำอะไร

เบิกบานในลมหายใจและความจริงที่ว่าเธอยังมีชีวิต
เบิกบานที่เธอมีเวลา 20 นาที หรือครึ่งชั่วโมงเพื่อจะเบิกบาน โดยไม่ต้องทำอะไร

นี่คือการเยียวยา คือการแปรเปลี่ยน และการหล่อเลี้ยงบำรุง

Your True Home
Thich Nhat Hanh

03/02/2023

เวลาเป็นสิ่ง ‘ไร้ตัวตน’ ที่ถูกกำหนดสร้างให้ ‘มีตัวตน’ ผ่านมุมมอง นิยาม และกรอบความหมายต่างๆ ที่มนุษย์ระบุ ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หรือกระทั่งศาสนา ที่เป็นความรู้สั่งสมมาตั้งแต่อดีต
อย่างไรก็ดี ในสังคมมนุษย์ ‘เวลา’ ที่เราไม่เคยเห็นเป็นตัวเป็นตน กลับเป็น ‘สิ่งมีค่า’ ที่คอยกำหนดกิจวัตรประจำวันให้เราเต้นตามตั้งแต่เช้าจรดค่ำหรือดึกดื่น ว่าเวลาไหนเราควรทำอะไร
ในโลกทุนนิยม ‘เวลา’ ถูกหั่นแบ่งเพื่อซื้อ-ขายเหมือนเค้กก้อนใหญ่ ในโลกของการแข่งขัน มนุษย์จำนวนไม่น้อยแข่งกันขีดเส้นเวลาเพื่อกำหนดว่าจะต้อง ‘ทำอะไร’ หรือ ‘ไม่ทำอะไร’ หรือ ในโลกของจิตวิญญาณ เวลาเป็นสิ่งมีค่าในการใช้ไปกับการไตร่ตรองบางสิ่งด้วยอารมณ์สงบ เพื่อบรรลุความหมายหรือความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต
เราจึงอยู่ในโลกที่เวลา 24 ชั่วโมง ถูกจับจ่ายไปในหลากหลายเหตุผล เมื่อชีวิตหมุนวนอยู่ในวงเวียนของการทำทุกเวลาให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะเกิดอาการเหนื่อย
บางครั้ง ‘เวลา’ ที่ได้ลืม ‘เวลา’ ว่าต้องทำอะไรบ้างที่ถูกกำหนดในชีวิตประจำวัน จึงเปรียบเสมือนความสุข จากการปลดน้ำหนักของความคิดและการกระทำของชีวิตที่ถูกควบคุมด้วยไทม์ไลน์ของเวลาแห่งอดีตและอนาคต ซึ่งนำมาสู่ความรู้สึกชั่วขณะหนึ่งของ ‘อิสรภาพ’ ที่ทุกคนต่างถวิลหา
อ่านบทความในรูปแบบเว็บไซต์ทาง https://themomentum.co/fromthedesk-timeandfreedom/
#เวลา

21/11/2022

เราไม่สามารถจะควบคุมเรื่องมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ทำได้เพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและเผชิญกับมัน
ทุกวันนี้มีเรื่องให้เราต้องปวดหัวไม่เว้นในแต่ละวัน
เรื่องที่คิดว่าง่ายอาจจะยาก ส่วนเรื่องที่เป็นกังวลมาก ๆ อาจผ่านไปได้ด้วยดีอย่างง่ายดาย เราไม่รู้เลยว่าในแต่ละวันจะเจอกับอะไร ทางเดียวที่จะรับมือได้ดีที่สุด คงมีเพียงการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คิดหน้าคิดหลัง คิดให้รอบคอบ ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องใด ๆ ให้ปวดหัว
บางครั้งจากเรื่องร้าย ๆ อาจกลายเป็นดี หากวันนี้เรื่องที่เจอมันอาจจะซับซ้อนและชวนให้เหนื่อยใจ แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำเต็มที่แล้วก็ขอให้จงภูมิใจในตัวเองก็เพียงพอ

Writer: Pinsuda
Graphic: Pangmor
ขอบคุณภาพประกอบจาก: Josh Hild

10/09/2022
09/09/2022
13/07/2022

เข็มทิศของชีวิตที่แท้จริง

22/06/2022

ตายแล้วไปไหน โดย ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

ตายแล้วไปไหน (ตอน 1)

ก่อนที่จะรู้ว่าตายแล้วไปไหน เราควรจะต้องเข้าใจ ว่าความตายคืออะไร
หากจะเปรียบกระแสชีวิตของสัตว์โลกเหมือนสายนำ้ในนที ความตายก็เปรียบเสมือนจุดโค้งตอนที่สายนำ้เปลี่ยนทิศทาง
สำหรับผู้บรรลุธรรมหรือพระอรหันต์ ความตายคือการสิ้นสุด ลงอย่างแท้จริงของชีวิต เป็นการจบสิ้นการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนปุถุชนอย่างเรา กระแสชีวิตจะมีสืบเนื่องกันไปไม่มีวันสิ้นสุด ฉะนั้นความตายจึงเท่ากับเป็นการยุติของกิจกรรม ชีวิตในช่วงชีวิตหนึ่ง เพื่อจะตั้งต้นกิจกรรมชีวิตใหม่ในทันทีที่มีการเกิดใหม่

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความตายคือจุดสุดท้ายของชีวิตนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตต่อไปนั่นเอง โดยอาจเปรียบได้กับการที่พระอาทิตย์ตกและขึ้น ซึ่งแทบไม่มีช่วงของความมืดคั่นอยู่เลย และถ้าจะเปรียบกับหนังสือที่ว่าด้วยการอุบัติของสัตว์โลก ความตายก็เป็นตอนจบของบทหนึ่ง ในขณะที่บทต่อไปก็จะเริ่มต้นขึ้นใหม่ในทันทีทันใดนั้นเอง

แม้ว่าเราจะหาอุปมาอุปมัยที่ตรงตัวจริงๆ มากล่าวไม่ได้ แต่เราก็อาจเปรียบกระแสแห่งชีวิตเป็นดั่งรถไฟที่วิ่งไปบนราง เมื่อกำลังจะถึงสถานีแห่งความตาย มันจะชะลอความเร็วลง ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็จะเร่งความเร็วให้เหมือนเดิมต่อไป โดยไม่มีการหยุดแม้เพียงชั่วขณะเดียว

สำหรับผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ความตายหาใช่สถานีปลายทางไม่ แต่จะเป็นดังสถานีชุมทางที่มีรางรถไฟถึง ๓๑ สายมาบรรจบกัน เมื่อรถไฟวิ่งมาถึงชุมทางนี้ ก็จะเปลี่ยนราง แล้วออกวิ่งต่อไปด้วยความเร็วเช่นเดิม

เชื้อเพลิงที่ทำให้รถไฟแล่นไปได้โดยไม่หยุดนี้ ได้แก่ กระแสแห่งกรรม ซึ่งบุคคลแต่ละคนได้ประกอบไว้ในอดีตชาติทับถมกันมา ทำให้เกิดการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

การเปลี่ยนรางเดินของรถไฟนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ประดุจดังการที่นำ้แข็งละลายเป็นนำ้หรือนำ้กลายเป็นนำ้แข็ง อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ การถ่ายเทจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่งก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติเช่นกัน

รถไฟแห่งชีวิตไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนรางได้เอง แต่ยังสามารถกำหนดรางที่จะวิ่งต่อไปเองด้วย สำหรับรถไฟแห่งการเกิดนั้น สถานีแห่งความตาย ซึ่งเป็นชุมทางที่รถไฟจะต้องเปลี่ยนเส้นทางนี้มีความสำคัญยิ่ง ในขณะที่ชีวิตปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลง และร่างกายกำลังจะถูกละทิ้งไปนั้น ชีวิตใหม่ก็ใกล้จะอุบัติขึ้น

การเกิดจึงเป็นผลของความตาย หรืออีกนัยหนึ่ง ความตายเป็นสิ่งที่กำหนดการเกิดครั้งต่อไป ฉะนั้นความตายจึงมิใช่เป็นเพียงความตาย หากแต่เป็นการเกิดด้วย ณ สถานีชุมทางนี้เองที่ชีวิตเปลี่ยนไปสู่ ความตาย และความตายเปลี่ยนไปสู่การเกิด

เราจึงควรระลึกว่า ทุกๆชีวิตเป็นการเตรียมตัวเพื่อที่จะตาย ถ้าเราฉลาดพอก็จะต้องพยายามดำเนินชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อเตรียมตัวตายให้ดีที่สุด และการตายที่ดีที่สุดก็คือการที่ไม่กลับมาเกิดอีก ซึ่งได้แก่การตายของพระอรหันต์ อันเป็นการไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง เพราะไม่มีรางให้รถไฟวิ่งอีกต่อไปแล้ว

เราจึงควรที่จะพยายามกำหนดการอุบัติขึ้นของชีวิตใหม่ให้ดีที่สุด เพื่อวันหนึ่งเราจะได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริงเช่นนั้นบ้าง ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เราเป็นผู้กำหนดอนาคตของเรา เราเป็นผู้กำหนดความสุขและความทุกข์ ตลอดจนความหลุดพ้นของเราเอง

ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถจัดวางรางเพื่อรองรับรถไฟที่ วิ่งมาอย่างเร็วได้ การที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ "กรรม" เสียก่อน ...
ตายแล้วไปไหน (ตอนที่ 2)

ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถจัดวางรางเพื่อรองรับรถไฟที่ วิ่งมาอย่างเร็วได้ การที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ "กรรม" เสียก่อน
กรรมหรือการกระทำของเราเกิดจากเจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศล เจตนาที่บริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ในใจของเราเป็นรากฐานของการกระทำไม่ว่าจะด้วยทางกาย วาจา หรือใจ โดยเริ่มจากการมีผัสสะ คือ มีสิ่งมากระทบทวารใดทวารหนึ่งของเรา ทำให้เกิดวิญญาณ หรือการรับรู้ขึ้น แล้วสัญญาจะเป็นผู้ประเมินผลของผัสสะนั้น

จากนั้นเวทนาหรือความรู้สึกทางกายก็จะเกิดขึ้น ตามมาด้วยสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำของเรา อันเกิดจากเจตนาซึ่งปรุงแต่งโต้ตอบต่อความรู้สึกทางกาย

เจตนาในการ กระทำนี้มีหลายแบบหลายชนิด เจตนาบางอย่างก็เปรียบ เสมือนรอยขีดลงบนนำ้ บางอย่างก็เป็นดังรอยขีดบนพื้นทราย บางอย่างเป็นเสมือนรอยขีดบนหิน

ถ้าเจตนาเป็นกุศล การกระทำก็จะเป็นกุศล ซึ่งจะยังให้เกิดผลที่เป็นกุศลด้วย หากเจตนาไม่บริสุทธิ์ การกระทำก็ย่อมจะเป็นไปในทางไม่ดี และก่อให้เกิดผลคือความทุกข์ความเดือดร้อน

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า สังขารหรือการปรุงแต่งทั้งหลาย นี้จะมีผลให้เกิดชีวิตใหม่เสมอไป การกระทำบางอย่าง อาจจะบางเบาเกินกว่าที่จะก่อผลใดๆ การกระทำบางอย่างอาจจะหนักหรือรุนแรงกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันชาติโดย ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

กรรมบางชนิดก็ให้ผลทั้งในปัจจุบันและ ยืดเยื้อไปจนชาติหน้า แม้จะไม่ถึงกับเป็นแรงส่งที่ทำให้ไปเกิดใหม่ แต่ก็มีกรรมหลายชนิดที่เรียกว่า กรรมภพ หรือ สังขารภพ ซึ่งเป็นตัวนำให้ไปเกิด กรรมประเภทนี้เองที่เป็นสาเหตุให้มีกระบวนการเกิดใหม่ขึ้นมา โดยพลังแม่เหล็กในตัวของมันจะถูกดึงดูดให้เข้าไปร่วมกับกระแสสั่นสะเทือนของโลกภพที่มีคลื่น ความถี่ขนาดเดียวกัน พลังความสั่นสะเทือนของภพทั้งสอง จะดึงดูดเข้าหากันและกัน อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม

ในทันทีที่กรรมภพบังเกิดขึ้น รถไฟแห่งการอุบัติขึ้นก็จะ ถูกดึงดูดจากรางใดรางหนึ่งใน ๓๑ ราง ณ สถานีชุมทาง ดังกล่าว
ราง ๓๑ รางนี้ก็คือภพทั้ง ๓๑ นั่นเอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย
กามภพ ๑๑ ภพ อันได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑ และ กามาวจรสวรรค์อีก ๖
ภพของรูปพรหม ๑๖ (ซึ่งเป็นภพของ พวกกายละเอียด ผู้เข้าถึงรูปฌาน)
และภพของอรูปพรหมอีก ๔ (ซึ่งเป็นภพที่มีแต่จิต ไม่มีรูป เป็นภพของผู้ถึงอรูปฌาน)

ในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อกรรมภพหรือสังขารภพอุบัติ ขึ้น สังขารหรือกรรมนี้เองที่ทำให้เกิดชาติใหม่ โดยพลังกรรมนี้จะเชื่อมโยงเข้ากับพลังความสั่นสะเทือนของภพที่จะไปเกิด ในขณะที่ความตายมาถึงนั้น ภพทั้ง ๓๑ ภพจะเปิดออก สังขาร หรือการปรุงแต่งในขณะนั้นจะเป็นผู้กำหนดว่า รถไฟจะแล่นไป ตามรางไหนต่อไป โดยพลังแห่งกรรมจะผลักดันวิญญาณให้ เข้าไปสู่กระแสชีวิตใหม่

ตัวอย่างเช่น ถ้าหากก่อนตาย มีความ โกรธหรือความมุ่งร้ายต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่รุ่มร้อน กระวนกระวาย กระแสกรรมก็จะถูกดึงดูดให้เข้าไปอยู่ในอบายภูมิ ทำนองเดียวกัน บุคคลที่มีความเมตตาเป็นอุปนิสัย ก็จะมีพลังสั่นสะเทือนของพรหมโลกเป็นต้น

นี่เป็นกฎธรรมชาติ และ กฎเหล่านี้จะจัดตัวเองอย่างมีระเบียบโดยไม่ผิดพลาดเลย ฉะนั้น เราจึงต้องเข้าใจว่ารถไฟดังกล่าวไม่มีผู้โดยสาร แต่แล่นไปด้วยพลังของสังขาร คือกรรม หรือการปรุงแต่งที่สะสมไว้ ในขณะที่ความตายมาถึง กรรมที่แรงมักปรากฏขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมก็ได้

ตัวอย่างเช่น หากบุคคลใดเคยฆ่าบิดามารดาหรือผู้ทรงศีลมาแล้ว ความจำเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวจะมาปรากฏขึ้นอีกเมื่อใกล้สิ้นใจ ในทำนองเดียวกัน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาอยู่เสมอ จิตสุดท้ายจะสงบเยือกเย็นเช่นเดียวกับในขณะที่เคยปฏิบัติวิปัสสนา

หากไม่มีกรรมภพที่หนักหน่วงรุนแรงปรากฏขึ้น ก็จะเกิดกรรมภพอย่างอื่น ความจำใดๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะปรากฏออกมา ตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะนึกได้ถึงกรรมดีที่เคยถวายอาหารพระ หรือ บางคนอาจนึกได้ว่าเคยฆ่าคน ความจำเกี่ยวกับพฤติกรรมในอดีตจะปรากฏขึ้นเสมอ บางคนอาจจะมองเห็นอาหารเต็มจานที่เคยใส่บาตร บางคนจะเห็นปืนที่ตนเคยใช้สังหารผู้อื่น สิ่งเหล่านี้คือ กรรมนิมิต

บางครั้งก็อาจมีนิมิตของชีวิตที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่า คตินิมิต (เครื่องหมายแสดงที่ไปเกิด) นิมิตเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวโยงกับโลกภพ ซึ่งมีกระแสดึงดูดให้ไปเกิด เช่น อาจมีนิมิตเห็นสวรรค์ หรือเดรัจฉานภพก็ได้

บุคคลที่กำลังจะตายมักมีนิมิตเหล่านี้เหมือนเป็นการเตือนล่วงหน้า ทำนองเดียวกับรถไฟ ซึ่งจะมีไฟส่องให้เห็นทางอยู่ที่หัวรถ
พลังสั่นสะเทือนของนิมิตดังกล่าว ย่อมจะเชื่อมโยงเข้ากับพลังสั่นสะเทือนของโลกภพที่ชีวิตใหม่กำลังจะอุบัติขึ้น

นักวิปัสสนาที่ดี ย่อมสามารถหลบหลีกรางรถไฟที่จะพาไปสู่ภพภูมิที่ตำ่กว่า ฉะนั้นเราจึงจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาตินี้ให้ดี และหมั่นปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลา ...

ตายแล้วไปไหน (ตอนที่ 3 ตอนจบ)

นักวิปัสสนาที่ดี ย่อมสามารถหลบหลีกรางรถไฟที่จะพาไปสู่ภพภูมิที่ตำ่กว่า ฉะนั้นเราจึงจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาตินี้ให้ดี และหมั่นปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลา ยิ่งผู้สูงอายุ ยิ่งมีเหตุผลทุกประการที่จะต้องมีสติอยู่ทุกขณะ

ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เราจะต้องปฏิบัติวิปัสสนา ฝึกความมีอุเบกขา ไม่ว่าจะมีความรู้สึกทางกายอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ มีเพียงการปฏิบัติเช่นนี้ เท่านั้นที่สามารถขจัดนิสัยเก่าๆ เปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจที่เคยแต่จะก่อให้เกิดสังขารใหม่ๆ พัฒนาไปเป็นการรักษาใจให้เป็นอุเบกขาอยู่เสมอ

ขณะใกล้ตาย คนส่วนมากจะมีความรู้สึกที่ไม่สบาย ความชรา โรคภัย และความตายเป็นทุกข์ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง ถ้าบุคคลใดไม่เคยฝึกให้รู้จักสังเกตเวทนา หรือความรู้สึกทางกาย และฝึกทำใจให้เป็นอุเบกขาแล้ว ก็อาจจะมีความรู้สึก ขุ่นเคือง โกรธแค้น หรือพยาบาทมาดร้าย อันเป็นโอกาสให้สังขารภพที่มีกระแสดึงดูดชนิดเดียวกันเกิดขึ้นได้

ส่วนผู้ที่เคยฝึกปฏิบัติวิปัสสนาจะสามารถเผชิญกับความรู้สึกที่ปวดร้าวรุนแรง โดยการวางใจให้มีอุเบกขาเมื่อใกล้ตาย จนแม้แต่สังขารภพที่ฝังแฝงอยู่ภายในจิตไร้สำนึก ก็ไม่อาจครอบงำได้ สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปนั้น มักจะกลัวความตายอย่างที่สุด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้สังขารภพแห่งความกลัวปรากฏขึ้นมา ความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ที่ต้องพลัดพรากจาก บุคคลที่ตนรักจะประดังกันขึ้นมา สังขารภพที่สะสมไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ก็จะผุดโผล่ขึ้นมาครอบงำจิตใจ ในขณะที่ นักวิปัสสนาจะสามารถจับความรู้สึกเหล่านั้นได้ แล้ววางใจให้เป็นอุเบกขา ทำให้สังขารทั้งหลายไม่มีโอกาสรบกวนจิตใจเมื่อใกล้ตาย

ฉะนั้น เราจะเตรียมตัวตายได้ก็ด้วยการพยายามเจริญนิสัยให้รู้จักสังเกตความรู้สึก(เวทนา) ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และฝึกวางใจให้เป็นอุเบกขา โดยมีความเข้าใจในอนิจจังอย่างแท้จริง ในขณะที่ใกล้สิ้นใจ

จิตที่ได้รับการฝึกให้มีอุเบกขาอย่างมั่นคงแล้ว จะปล่อยวางได้โดยอัตโนมัติ รถไฟแห่งการอุบัติขึ้นก็จะแล่นเข้าสู่รางที่จะอำนวยโอกาสให้บุคคลนั้นได้ปฏิบัติวิปัสสนาสืบต่อไปในชีวิตใหม่ ทำให้ปลอดภัยจากการต้องไปเกิดในภพที่ตำ่กว่า ข้อนี้สำคัญมาก เพราะในอบายภูมิหรือ ภพที่ตำ่ลงไปนั้น เราจะไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนาเลย

นักวิปัสสนาที่มีญาติมิตรนั่งปฏิบัติอยู่ด้วยใกล้ๆ ในยามที่ใกล้จะตายนั้น นับว่าโชคดี เพราะจะได้รับพลังสั่นสะเทือนของเมตตา อันจะช่วยให้ตายไปด้วยความสงบสุข ท่ามกลางบรรยากาศแห่งธรรมะที่ปราศจากความเศร้าโศกครำ่ครวญ

สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนานั้น บางครั้งก็อาจจะได้ ประสบกับชีวิตใหม่ที่น่าพอใจจากผลของกรรมดีที่ได้กระทำมา เช่น ความที่เป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีศีลธรรม มีคุณธรรม แต่นักวิปัสสนาที่ปฏิบัติอย่างมั่นคงแล้วจะได้รับผลพิเศษกว่านั้น เพราะจะมีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนาอีกในชาติต่อไป อันจะทำให้การเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ของเขาสั้นลง และทำให้สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้น

การที่เราได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมะในชาตินี้นั้น เป็นเพราะผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ ฉะนั้น เราจึงต้องทำชีวิตปัจจุบันให้สมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อว่าเมื่อความตายมาเยือน เราจะได้สามารถเผชิญหน้ากับมัน ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา อันจะนำมาซึ่งความสุขในชีวิตภายหน้าต่อไป

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

ภาพ วัดนางพญา จ.พิษณุโลก

ที่อยู่

San Kamphaeng
50130

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jiro styleผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์