26/07/2023
ความกล้าหาญที่แท้จริงคืออะไร?
นวนิยายของฮาร์เปอร์ ลี “To Kill a Mockingbird” ที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ปีค.ศ.1960 เต็มไปด้วยคำสอนที่น่าจดจำมากมายของ แอตติคัส ฟินช์ ตัวละครทนายพ่อม่ายผู้เลี้ยงดูลูกสองคน เจเรมีและสเกาท์ พยายามสอนพวกเขาถึงวิธีการทำตัวเป็นมนุษย์ที่ดีบนโลกที่ไร้ศีลธรรม
พวกเขาเติบโตขึ้นในช่วงทศวรรษที่1930 ในเมืองเมย์คอมบ์ เมืองเล็กที่จำลองมาจากชุมชนในมอนโรลวิลล์ รัฐแอละแบมา ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และการแบ่งแยกชนชั้นชนชาติอย่างรุนแรง
การสอนลูกของแอตติคัส ฟินช์ ไม่ใช่การพูดเทศนาเป็นหลัก แต่เป็นการสอนโดยทำเป็นตัวอย่าง
นางดูโบส คือหญิงชราม่ายที่ป่วย เพื่อนบ้านของพวกเขาที่มักสร้างความอึดอัดใจให้กับเจเรมีและสเกาท์เสมอ เธอมักพูดจาแย่ๆ ใส่พวกเขาเมื่อต้องเดินผ่านหน้าบ้านของเธอ
“ลูกแค่เงยหน้าขึ้น และเป็นสุภาพชน” แอตติคัสบอกกับเจเรมี "ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรกับลูก มันเป็นหน้าที่ของลูกที่จะไม่ปล่อยให้เธอทำให้ลูกโกรธ"
หลังจากน้้นเมื่อเขาเดินผ่านบ้านของเธอ เจเรมีจะถอดหมวกออก โบกมืออย่างสุภาพ และพูดว่า "สวัสดีตอนเย็น คุณดูโบส!”
และเมื่อดูโบสแสดงความเชิงเกลียดชังเกี่ยวกับการที่พ่อของพวกเขาปกป้องชายผิวดำที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนเด็กหญิงผิวขาว เจเรมีก็ตอบโต้เธอด้วยการตัดดอกคามิเลียของหญิงชราออกทั้งหมด
แอตติคัสแก้ไขเรื่องราวนี้ด้วยการให้ลูกชายของเขาอ่านหนังสือให้นางดูโบสฟังในบ่ายทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน
ต่อมานางดูโบสใช้การอ่านนี้เพื่อเบี่ยงเบนการเสพติดมอร์ฟีนเพื่อลดความเจ็บปวดจากอาการป่วย เธอค่อยๆ ลดปริมาณมอร์ฟีนที่เธอเสพติดมานานหลายปี ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปลดปล่อยตัวเองก่อนที่จะเสียชีวิต
นั่นคือสิ่งที่แอตติคัสต้องการให้ลูกของเขาเห็น
"พ่อต้องการให้ลูกเห็นว่าความกล้าหาญที่แท้จริงคืออะไร" เขาอธิบายกับลูกของเขา "แทนที่จะเข้าใจว่าความกล้าหาญคือผู้ชายที่มีปืนอยู่ในมือ แท้จริงแล้วความกล้าหาญคือ เมื่อเรารู้ว่าเราจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่เรายังทำมันต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเราจะไม่ค่อยชนะ แต่บางครั้งก็ชนะ"
สิ่งนี้ยังเชื่อมโยงกับการต่อสู้ของเขา
แอตติคัสรู้ว่าเขากำลังจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ของคดีตัวเอง การต่อสู้กับอคติทางเชื้อชาติ แต่ถ้าเขาไม่รับคดีของชายผิวดำและพยายามอย่างดีที่สุด เขาจะไม่เพียงสูญเสียความเคารพในตัวเองเท่านั้น แต่ยังสูญเสียการทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมในฐานะทนาย แม้การเหยียดสีผิวในสมัยนั้นจะทำให้เขาถูกประนามและเหยียดหยามอย่างรุนแรงแก่สังคม
การพ่ายแพ้อย่างถูกต้องใสสะอาดกล้าหาญกว่าชัยชนะที่สกปรกหลายเท่ายิ่งนัก
"เพียงเพราะเราพ่ายแพ้เมื่อร้อยปีก่อนที่เราจะเริ่มต้น ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พยายามเอาชนะ" แอตติคัสบอกกับลูกของเขา
ความกล้าหาญไม่ใช่แค่เรามีกำลังกายที่ดีกว่า มีจำนวนคนมากกว่า หรือมีอาวุธ แต่มันเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับความท้าทายแม้ว่าเราจะรู้ว่าอาจล้มเหลว
การทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นใจให้ฝ่ายตรงข้าม เราไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป แต่เราจำเป็นต้องกล้าหาญต่อความยุติธรรมและซื่อสัตย์ต่อตนเองอยู่เสมอ
ความกล้าหาญที่แท้จริง คือความสามารถในการต่อต้าน และยืนหยัดเพื่อสิ่งที่แม้อาจไม่เป็นที่ชื่นชอบ ไม่เป็นที่นิยม สิ่งที่ผู้คนต่างหลีกเลี่ยงเพื่อความสบายส่วนตัว สิ่งที่อาจทําให้คุณถูกกีดกันจากสังคม แต่นั่นก็เพื่อความถูกต้อง เพื่อเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนอื่นและตัวคุณเอง
ในสังคมของเรา ผู้ที่ถูกรังแกและเลือกที่จะก้าวออกมาข้างหน้าบอกให้สาธารณชนรับฟัง มักถูกตําหนิและถูกวิจารณ์จนเสียขวัญมากกว่าที่สังคมจะยอมรับและปรบมือให้กับความกล้าหาญของพวกเขา
ทั้งที่พวกเขาคือความกล้าหาญ สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ การสรรเสริญ และการสนับสนุนของเรา ไม่ใช่การวิจารณ์และตัดสิน
เบรเน บราวน์ เคยกล่าวไว้ว่า “คุณสามารถเลือกความกล้าหาญหรือเลือกความสะดวกสบายได้ แต่คุณไม่สามารถเลือกทั้งสองอย่างได้”
แล้วคุณล่ะ..เลือกความสบาย หรือความกล้าหาญ?
“I wanted you to see what real courage is, instead of getting the idea that courage is a man with a gun in his hand. It’s when you know you’re licked before you begin but you begin anyway and you see it through no matter what. You rarely win, but sometimes you do.” — Harper Lee, To Kill a Mockingbird
เรื่องราวด้านบนทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตีความจากหนังสือ "To Kill a Mockingbird" โดย ฮาร์เปอร์ ลี(Harper Lee) นัก เขียนสตรีชาวอเมริกัน เป็นหนึ่งในนวนิยายที่ทุกคนควรอ่านก่อน ตาย
"To Kill a Mockingbird” ออกมาครั้งแรกในปีค.ศ.1960 และได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปีถัดมา และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในสองปีต่อมา จนได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ ดัดแปลงยอดเยี่ยม และกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม